♥♥♥Welcome to blogger Miss Wilaiporn Chinapak ♥♥♥

วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557

ครั้งที่14
บันทึกการเรียนรู้ 


เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้

      การดูแลให้ความช่วยเหลือ
  • สร้างความภาคภูมิใจในตนเองให้เกิดกับเด็ก
  • มองหาจุดดี จุดแข็งของเด็กและให้คำชมอยู่เสมอ
  • ให้การเสริมแรงทางบวก
  • รู้ลักษณะของเด็กที่เป็นสัญญาณเตือน
  • วางแผนการจัดทำแฟ้มข้อมูลเกี่ยวกับการเรียนรู้ของเด็ก
  • สังเกตติดตามความสามารถและการมีส่วนร่วมในชั่นเรียน
  • IEP = จดตามสิ่งที่เราเห็นแล้วหาวิธีดูแลเด็กคนนั้น
     การรักษาด้วยยา

  • Ritalin = ใช้ในประเทศไทยเป็นตัวแรก
  • Dexedrine
  • Cylert
     หน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
  • สำนักงานบริหารการศึกษาพิเศษ(สศศ)
  • โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์
  • โรงเรียนเฉพาะความพิการ
  • สถาบันราชานุกูล
*** ดูวีดีทัศน์ประชาสัมพันธ์ของศูนย์การศึกษาพิเศษEI
เรื่อง : เรียนอย่างไรในศูนย์การศึกษาพิเศษ
มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม


สะท้อนการเรียนรู้
          วันนี้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ว่ามีการช่วยเหลือและยาที่ใช้ในการรักษาอาการเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้อย่างไรพร้อมกับหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ให้ความช่วยเหลือเด็กพร้อมได้ทำกิจกรรมในห้องคือทำ Miad Mapping เกี่ยวกับเด็กพิเศษอีกด้วย

วันเสาร์ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2557

วันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

ครั้งที่13
บันทึกการเรียนรู้ 

* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากอาจารย์ไปสุราษฏร์ธานีกับรุ่นพี่ปี 4 

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันที่ 30 มกราคม 2557

ครั้งที่12
บันทึกการเรียนรู้ 


การดูแลรักษาและส่งเสริมพัฒนาการเด็กที่มีความต้องการพิเศษ    
     ดาวซินโดรม
         -รักษาตามอาการ
         -แก้ไขความผิดปกติร่วมด้วย
         -ให้เด็กช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน และอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
         -เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)
               1.ด้านสุขภาพอนามัย
                  บิดามารดา พาบุตรไปพบแพทย์ ตั้งแต่แรกเริ่ม ติดตามอาการเป็นระยะๆ
               2.การส่งเสริมพัฒนาการ
                  เด็กกลุ่มอาการดาวน์สามารถพัฒนาได้ถ้าได้รับการฝึกสอนที่เหมาะสม
               3.การดำรงชีวิตประจำวัน
                  ฝึกให้ช่วยเหลือตนเองมากที่สุด
               4.การฟื้นฟูสมรรถภาพเด็ก
                 -การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ เช่น การฝึกพูด กายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด
                 -การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษาโดยจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
                 -การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม เช่น การฝึกทักษะกาดำรงชีวิตประจำวัน
                 -การฟื้นฟูสมรรถภาพทางอาชีพโดยการฝึกอาชีพ
               การเลี้ยงดูในช่วง3เดือนแรก
                 -ยอมรับความจริง
                 -เด็กกลุ่มอาการดาวน์มีพัฒนาการเป็นขั้นตอนเช่นเดียวกับเด็กทั่วไป
                 -ให้ความรักความอบอุ่น
                 -ตรวจภายใน หามะเร็งปากมดลูก
                 -คุมกำเนิด ทำหมัน
                 -การสอนเพศศึกษา
                 -ตรวจโรคหัวใจ
              การส่งเสริมพัฒนาการ
                -พัฒนาทักษะด้านต่างๆ เช่นคณิตศาสตร์ ภาษา
                -สามารถปรับตัวและช่วยเหลือตนเองได้มากขึ้น
                -สังคมยอมรับมากขึ้น ไปเรียนร่วมหรือเรียนรวมได้
                -ลดปัญหาพฤติกรรม
                -คุณภาพชีวิตดีขึ้น สามารถแก้ปัญหาและทำงานดีขึ้น

            ........................................……………………………………………………………….

      ออทิสติก

             ส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัว
                 -ครอบครัวมีบทบาทสำคัญที่สุดในกระบวนการดูแลและช่วยเหลือเด็กออทิสติก
             ส่งเสริมความสามารถของเด็ก
                 -การเสริมสร้างโอกาสให้เด็กได้เล่นของเล่นที่หลากหลาย
                 -ทำกิจกรรมที่หลากหลาย
                 -การปรับพฤติกรรมและฝึกทักษะทางสังคม
                 -เพิ่มพฤติกรรมที่เหมาะสมและลดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
                 -การให้แรงเสริม
             การฝึกพูด
                 -โดยเฉพาะในรายที่มีพัฒนาการด้านภาษาและการสื่อความหมายล่าช้า
                 -ถ้าเด็กพูดได้เร็ว โอกาสที่เด็กจะมีพัฒนาการด้านภาษาใกล้เคียงเหมือนกับเด็กปกติจะมีเพิ่มมากขึ้น
                 -ลดภาษาที่ไม่เหมาะสม
                 -ช่วยลดพฤติกรรมที่ก้าวร้าวที่เกิดจากการไม่สามารถสื่อความหมายที่ต้องการได้
                 -การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
             การส่งเสริมพัฒนาการ
                 -ให้เด็กมีพัฒนาการเป็นไปตามวัย
                 -เน้นในเรื่องการมองหน้า การสบตา การมีสมาธิ การฟัง การทำตามคำสั่ง
                 -ส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นที่ล่าช้าควบคู่กับพัฒนาทักษะด้านการสื่อสาร สังคม และการปรับพฤติกรรม

             การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
                 -เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
                 -แผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคล
                 -โรงเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน
             การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
                 -ทักษะในชีวิตประจำวัน และการฝึกทักษะทางสังคม
                 -ให้เด็กสามารถทำได้ด้วยตนเองเต็มความสามารถ โดยต้องการความช่วยเหลือน้อยที่สุด
             การรักษาด้วยยา
                 -Metheylphenidate (Ritalin) ช่วยลดอาการไม่นิ่ง/ซน หุนหันพลันแล่น/ขาดสมาธิ
                 -Risperidone /Haloperidol ช่วยลดอาการอยู่ไม่นิ่ง หงุดหงิด หุนหันพลันแล่น พฤติกรรม ซ้ำๆ ก้าวร้าวรุนแรง
                 -ยาในกลุ่ม Anticonvulsant (ยากันชัก) ใช้ได้ผลกับรายที่มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
การบำบัดทางเลือก
                -(AAC) การสื่อความหมายทดแทน
                -(Art Therapy) ศิลปกรรมบำบัด
                -(Music Therapy)ดนตรีบำบัด
                -(Acupuncture) การฝังเข็ม
                -(Animal Therapy) การบำบัดด้วยสัตว์
             พ่อแม่
                -ลูกต้องพัฒนาได้
                -เรารักลูกของเรา ไม่ว่าเขาจะเป็นอย่างไร
                -ถ้าเราไม่รักแล้วใครจะรัก
                -หยุดไม่ได้
                -ดูแลจิตใจและร่างกายของตนเองให้แข็งแรง
                -ไม่กล่าวโทษตนเองหรือคู่สมรส
                -ควรหันหน้าปรึกษากันในครอบครัว

…………………………………………………………………….. ........................................................
จากนั้นอาจารย์ก็เปิดวีดีโอ ของ ราชานุกูล เรื่อง กิจกรรมบำบัดเด็กสมาธิสั้น ให้นักศึกษาได้ดู แล้ววิเคราะห์ว่าได้อะไรจากวีดีโอที่ได้ดูไปนั้นนักศึกษาได้รับความรู้อะไร

สะท้อนการเรียนรู้
             ได้เรียนรู้อาการของเด็กที่มีความบกพร่องและวิธีการรักษาว่าเด็กที่มีความบกพร่องควรจะใช้ยาอะไรให้เหมาะกับอาการพร้อมกับการส่งเสริมเด็กอย่างไรที่เหมาะกับอาการ 

วันที่ 16 มกราคม 2557

ครั้งที่11
บันทึกการเรียนรู้ 

* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเกิดสถานการณ์ทางการเมือง

วันที่ 9 มกราคม 2557

ครั้งที่10
บันทึกการเรียนรู้ 


*อาจารย์ให้นำเสนองานกลุ่่ม

เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD)
      หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า LD กันมาบ้างแล้ว LD หรือ Learning Disabilities เป็นกลุ่มที่มีความบกพร่องในทักษะการเรียนรู้เฉพาะด้าน ที่แสดงออกมาในรูปของปัญหาการอ่านหนังสือ การเขียนหนังสือ การสะกดคำหรือการคำนวณ ทำให้เด็กมีผลการเรียนต่ำกว่าระดับเชาว์ปัญญา ซึ่งไม่ได้เกิดจากอวัยวะพิการ ภาวะปัญญาอ่อน ปัญหาทางอารมณ์หรือการขาดโอกาสในการเรียนรู้ แต่เป็นผลโดยตรงที่มาจากสมองทำงานบกพร่องไป การช่วยเหลือทางการแพทย์ เนื่องจากโรค LD สามารถเกิดรวมกับโรคอื่นๆได้บ่อย เช่น โรคสมาธิสั้น ดังนั้นแพทย์จึงมีบทบาทในการประเมิน วินิจฉัยภาวะต่างๆที่เด็กมี ร่วมถึงให้การรักษาภาวะเหล่านั้น เช่น โรคสมาธิสั้น หากได้รับยาช่วยสมาธิ อาการของโรคก็จะดีขึ้นมาก การช่วยเหลือทางการศึกษา โรงเรียนควรจัดทำแผนการเรียนรายบุคคลให้สอดคล้องกับระดับความบกพร่องของเด็กแต่ละด้าน โดยทำความเข้าใจกับครูถึงปัญหาและความบกพร่องของเด็ก เน้นการสอนเสริมในทักษะที่บกพร่อง เช่น การสะกดคำ อ่าน เขียนสอนเป็นกลุ่มย่อยหรือตัวต่อครั้งละ 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน การช่วยอ่านบทเรียนให้ฟัง เพื่อให้เด็กได้เนื้อหา ความรู้ ได้เร็วขึ้น การให้เวลาในการทำสอบเพิ่มขึ้น เพื่อให้เด็กมีเวลาเพียงพอในการ อ่านโจทย์ และเขียนตอบ จะช่วยให้เด็กเรียนได้ดีขึ้น และควรส่งเสริมทักษะด้านอื่นๆ ที่เด็กสนใจ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ เพื่อให้เด็กเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง



เด็กดาวน์ซินโดม

      เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสารพันธุกรรมที่เป็นมาแต่กำเนิด เด็กมักเกิดจากพ่อและแม่ที่ปกติ เด็กจะมีสารพันธุกรรมของโครโมโซมแท่งที่ 21 เกินมา อาการแสดงหลักคือ ปัญญาอ่อน มีโรคหัวใจพิการ และอายุสั้นการดูแลรักษาเด็กที่เป็น กลุ่มอาการดาวน์ เนื่องจากเป็นโรคของพันธุกรรม จึงไม่มียารักษาได้นอกจากจะไม่ให้เด็กเกิดออกมา แต่เมื่อเด็กเกิดออกมาแล้ว การดูแลเด็กเหล่านี้จะต้องอาศัยความร่วมมือจากพ่อแม่ และสังคมรอบข้างร่วมกัน เพื่อให้เด็กเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่สามารถช่วยเหลือตนเองได้มากที่สุด

เด็กสมาธิสั้น
     โรค สมาธิสั้นสมัยก่อนเรียกว่า ออทีสซึม หรือ ความผิดปกติของความใส่ใจไม่สามารถสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อคนรอบข้างได้ เป็นโรคที่เกิดขึ้นในวัยเด็กไปจนถึงเสียชีวิต มีอาการคือไม่สามารถทำให้เกิดสัมพันธภาพทางสังคมที่ดีได้ ดังนั้นจึงมักจะมีปัญหาในวัยเรียน ทั้งทางเพื่อน ความเคารพครูอาจารย์ จะไม่เข้าใจว่าต้องมีความเคารพ จะไม่สามารถแสดงความรักความเกลียดได้ แต่บางครั้งแสดงอาการอย่างคาดไม่ถึง โรคนี้พูดอีกในว่าภาวะความผิดปกติที่อยู่ในกลุ่มออทีสติกสาเหตุมาจากปัญหา ทางพันธุกรรม ซึ่งสมองจะมีการทำงานผิดพลาด ว่องไวเกินไป ความตอบสมองไม่เหมือนเดิม โดยจะมีสารพิษคั่งอยู่ในร่างกาย ซึ่งพันธุกรรมไม่สามารถคายสารพิษออกมาได้ ในทางการแพทย์ การแก้ไขทางสมองคือถ้ามีสารพิษ จะขับสารพิษออกจากสมอง ถ้าสมองไวจะใช้ยาช่วย ถ้าช้ากว่าปกติ จะใช้ยาหรือสารอาหารช่วย เช่น ผู้ป่วยหลายรายจะสร้างพลังงานไม่พอ วัฏจักรการสร้างพลังงานจะติดขัด จึงต้องเพิ่มสารอาหารเข้าไปในร่างกาย ส่วนด้านพฤติกรรมต้องอาศัยการรักษาจากความเข้าใจ จากความอบอุ่นทางครอบครัวและสังคม สร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เพราะหากความเครียดเกิดขึ้นมากจะมีการสร้างสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา

เด็กสมองพิการ
     สมองพิการ(Cerebral Palsy) หรือคำย่อที่นิยมเรียก คือ ซี พี (C.P.) ไม่ใช่เป็นโรคเฉพาะ แต่เป็นคำรวมของกลุ่มอาการของผู้ป่วยเด็กที่มีความพิการอย่างถาวรของสมอง ความพิการนี้จะคงที่และไม่ลุกลามต่อไป ซึ่งมีผลให้การประสานงานของการทำงานของกล้ามเนื้อบกพร่อง ส่งผลให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหวและการทรงท่าที่ผิดปกติ เช่น การเกร็งของใบหน้า ลิ้น ลำตัว แขน ขา การทรงตัว การทรงท่าในขณะนั่ง ยืน เดิน ผิดปกติหรืออาจเดินไม่ได้ นอกจากนี้ อาจมีความผิดปกติในการทำงานของสมองด้านอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น มีความบกพร่องในการมองเห็น ได้ยิน การรับรู้ การเรียนรู้ สติปัญญา และโรคลมชัก เป็นต้น

      การรักษาแพทย์จะให้การรักษาตามลักษณะอาการที่พบ ส่วนมากจำเป็นต้องให้การรักษาทางกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด การใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน ฝึกพูด แก้ไขความผิดปกติเกี่ยวกับสายตาและการได้ยินส่วนยาที่ให้ จะเป็นยาที่ใช้ควบคุมอาการเกร็ง อาการสั่น อาการชัก ซึ่งมีให้เลือกอยู่หลายชนิด และจำเป็นต้องกินอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี บางครั้งแพทย์อาจฉีดยาโบทูลิน (botulin) มีชื่อการค้า เช่น โบท็อกซ์ (Botox) เพื่อลดการแข็งตัวของกล้ามเนื้อ บางรายอาจต้องทำการผ่าตัดแก้ไขความพิการและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
.................................................................................................................................. จากนั้นอาจารย์ให้นักศึกษาทำแบบทดสอบ Gesell Drawing Test

วันอังคารที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันที่ 2 มกราคม 2557

ครั้งที่ 9
บันทึกการเรียนรู้
* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นวันหยุดขึ้นปีใหม่ 




วันที่ 26 ธันวาคม 2556

ครั้งที่ 8
บันทึกการเรียนรู้

* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากทางมหาลัยหยุดวันปีใหม่ และเป็นช่วงของการสอบ

วันที่ 19 ธันวาคม 2556

ครั้งที่ 7
บันทึกการเรียนรู้

* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นสัปดาห์ของการสอบ

วันที่ 12 ธันวาคม 2556

ครั้งที่ 6
บันทึกการเรียนรู้

พัฒนาการ
  • การเปลี่ยนแปลงในด้านการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะต่างๆรวมทั้งตัวบุคคลทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
  • เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กปกติในวัยเดียวกัน
  • พัฒนาการล่าช้าอาจพบเพียงด้านใดด้านหนึ่ง หลายด้านหรือทุกด้าน
  • พัฒนาการล่าช้าในด้านหนึ่งอาจส่งผลให้พัฒนาการในด้านอื่นล่าช้าด้วยก็ได้
ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
  • ปัจจัยทางด้านชีวภาพ
  • ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด
  • ปัจจัยด้านกระบวนการคลอด
  • ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด
สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
  • โรคทางพันธุกรรม
  • โรคของระบบประสาท
  • ติดเชื้อ
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับเมตาบอลิซึม
  • ภาวะแทรกซ้อนระยะเเรกเกิด
  • สารเคมี ได้แก่ ตะกั่ว/แอลกอฮอล์/Fetal alcohol syndrome (FAS)/นิโคติน
  • การเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมรวมทั้งการขาดสารอาหาร 
อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
  • มีพัฒนาการล่าช้า ซึ่งอาจจะพบมากกว่า 1 ด้าน
  • ปฏิกิริยาสะท้อน (primtive reflex) ไม่หายไปแม้จะถึงช่วงอายุที่ควรจะหายไป
แนวทางการวินิจฉัยเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
  • การซักประวัติ
  • ตรวจร่างกาย
  • การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ
  • ประเมินพัฒนาการ
สะท้อนการเรียนรู้
  1. วันนี้เรียนรู้เรื่องพัฒนาการ เด็กที่มีความบกพร่อง

วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2556




ครั้งที่ 5
บันทึกการเรียนรู้

* หมายเหตุ : ไม่มีการเรียนการสอน เนื่องจากเป็นวันพ่อแห่งชาติ


       จากพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หน้า 587) พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำว่า พ่อ หมายถึง ชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกชายผู้ให้กำเนิดตน ในทางพุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า “พ่อ” หมายถึง ชายผู้ให้กำเนิดแก่ลูกมีใช้หลายคำ เช่น บิดา (พ่อ) ชนก (ผู้ให้กำเนิด) สามี (ของแม่) เป็นต้น

         วันพ่อแห่งชาติ 5 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทางราชการได้กำหนดให้เป็นวันหยุดราชการหนึ่งวัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทย ได้ร่วมกันเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและถือเป็นวันพ่อแห่งชาติ อีกวันหนึ่งด้วย

         วันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวหรือวันพ่อแห่งชาติ มีความเป็นมาของวันสำคัญ คือพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาล เมาท์ ออเบิร์น นครบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยนายแพทย์วิทท์มอร์เป็นผู้ถวายการประสูติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จฯขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติเป็นรัชกาลที่ 9 แห่งบรมจักรีวงศ์ กรุงรัตนโกสินทร์ ทรงประกอบพระราชกรณียกิจและเจริญพระราชจริยาวัตรเป็นเอนกประการจำเนียรกาลผ่านมาถึงปัจจุบันที่สุดจะพรรณนาให้ครบถ้วนได้ท่ามกลางมหาสมาคมวันพระราชพิธีพระบรมราชาภิเษกทรงมีกระแสพระราชดำรัสที่ พสกนิกรทุกคนยังจดจำได้ “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม” อันคำว่าโดย “ธรรม” นั้น ทรงหมายถึง ธรรมอันล้ำเลิศที่เรียกว่า “ทศพิธราชธรรม” หรือที่เรียกกันโดยสามัญว่า “ราชธรรม 10 ประการ”

           ราชธรรม 10 ประการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงยึดมั่นทรงปฏิบัติโดยเคร่งครัด และส่งผลถึงพสกนิกรทั่วพระราชอาณาจักรนับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเหนือเกล้าฯ ห่วงใยตั้งแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบัน รวมทั้งพระเจ้าหลานเธอทุกพระองค์ต่างซาบซึ้งและปลาบปลื้มในพระมหากรุณาธิคุณอย่างมิรู้ลืม พระองค์ทรงเป็น “พ่อ” ตัวอย่างของปวงชนชาวไทยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตากรุณา ทรงห่วงใยอย่างหาที่เปรียบมิได้

วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2556


ครั้งที่ 4
บันทึกการเรียนรู้

6. เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)
  • เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
  • เด็กที่ควบคุมพฤตกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
  • ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย
แบ่งได้ 2 ประเภท
  • เด็กที่ได้รับความกระทบกระเทือนทางอารมณ์
  • เด็กที่ปรับตัวเข้ากับสังคมไม่ได้
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก ได้แก่.
  • เด็กสมาธิสั้น ( เรียกย่อยๆว่า ADHD )
  • เด็กออทิสติก หรือ ออทิสซึ,
ประเภทที่ 7 เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
  • เรียกย่อๆว่า L.D.
  • เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
  • เด็กที่มีปัญหาทางการใช้ภาษา หรือการพูด การเขียน
  • ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการหรือความบกพร่องทางร่างกาย
ลักษณะของเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
  • มีปัญหาในทักษะคณิตศาสตร์
  • ปฏิบัติตามคำสั่งไม่ได้
  • เล่าเรื่อง / ลำดับเหตุการณ์ไม่ได้
  • มีปัญหาทางด้านการอ่าน เขียน
ประเภทที่ 8 เด็กออทิสติก
  • หรือ ออทิซึม
  • เด็กที่มีความบกพร่องอย่างรุนแรงในการสื่อความหมายพฤติกรรม สังคม และความสามารถทางสติปัญญาในการรับรู้
  • เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
  • ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต
ลักษณะของเด็กออทิสติก
  • อยู่ในโลกของตนเอง
  • ไม่เข้าไปหาใครเพื่อปลอบใจ
  • ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
  • ไม่ยอมพูด
  • เคลื่อนไหวแบบช้าๆ
  • ยึดติดวัตถุ
  • ต่อต้าน หรือแสดงกิริยาอารมณ์รุนแรง และไร้เหตุผล
  • มีที่ทำเหมือนหูหนวก
  • ใช้วิธีการสัมผัส และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ด้วยวิธีการที่ต่างไปจากคนทั่วไป
ประเภทที่ 9 เด็กพิการซับซ้อน
  • เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
  • เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
  • เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
  • เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด 
          ต่อจากนั้น อาจารย์ได้แจกกระดาษ A4 ให้นักศึกษาคนละ 1 แผ่น และให้ดูคลิปโทรทัศน์ครู เรื่องศูนย์การศึกษาพิเศษ โรงเรียนสาธิตละอออุทิศ แล้วสรุปเป็น Mind Map ลงในแผ่นกระดาษ A4 ที่อาจารย์แจกให้(ส่งในคาบ)

สะท้อนการเรียนรู้

  1. ได้ทราบถึงสภาพปัญหาของเด็กพิเศษและลักษณะของความบกพร่อง
  2. สามารถรู้ทันเด็ก ว่าเด็กมีความบกพร่องด้านใด

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันที่ 21 พฤศจิกายน 2556


ครั้งที่ 3
บันทึกการเรียนรู้

4. เด็กที่มีความบกพร่องทางร่ากายและสุขภาพ (Children with Physical and Health)
  • เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
  • อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
  • มีปัญหาทางระบบประสาท
  • มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
จำแนกได้เป็น
      1. อาการบกพร่องทางร่างกาย
      2. ความบกพร่องทางสุขภาพ
1. อาการบกพร่องทางร่างกาย
    - ซีพี. ( Cerebral Palsy )
  • การเป็นอัมพ่าตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากหลังคลอดที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด
  • การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดขึ้น
      อาการ
  • อัทพาตเกร็งของแขนขา หรือครึ่งซีก ( Soastic )      
  • อัมพาตของลีลาการเคลื่อนไหวผิดปกติ
  • อัมพาตการสูญเสียการทรงตัว
  • อัมพาตตึงแข็ง ( Rigid )
  • อัมพาตแบบผสม
   - กล้ามเนื้ออ่อนแรง ( Muscular Distrophy )    
  • เกิดจากเส้นปราสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆเสื่อมสลายตัว
  • เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
  • จะมีความพิการซ้อนในระยะหลังคือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม
   - โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ ( Orthopedic )
  • ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก ( Club Foot )กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อนเนื่องจากกระดูกไขสันหลัง
  • ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ เช่น วัณโรค กระดูก หลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอกกระดูก
  • กระดูกหัก ข้อเคลื่อน
   - โปลิโอ ( Poliomyelitis ) เกิดจากเชื้อไวรัส
          มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยืนเดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
   - แขนขาด้วนแต่กำเนิด ( Limb Deficiency )
   - โรคกระดูกอ่อน ( Osteogenesis Imperfeta )
2. ความบกพร่องทางสุขภาพ
    - โรคลมชัก ( Epilepsy )
        เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติ
  1. ลมบ้าหมู ( Grand Mal )
  • เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึกในขณะชัก กล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น
     2.  การชักในช่วงเวลาสั้นๆ ( Petit Mal )
  • เป็นอาการชักชั่วระยะเวลาสั้นๆ 5-10 วินาที
  • เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
  • เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
     3.  การชักแบบรุนแรง ( Grand Mal )
  • เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้ทลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนไปชั่วครู่
    4.  อาการชักแบบ Partial Complex 
  • เกิดอาการเป็นระยะๆ
  • กัดริมฝีปาก ไม่รู้สึกตัว ถูตามแขนขา เดินไปมา
  • บางคนอาจเกิดความโกรธหรือโมโห หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก
    5.  อาการไม่รู้สึกตัว ( Focal Partial )
  • เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก
   -  โรคระบบทางเดินหายใจ
   -  โรคเบาหวาน ( Diabetes mellitus )
   -  โรคข้ออักเสบรูมตอยด์
   -  โรคศีรษะโต ( Hydreocephalus )
   -  โรคหัวใจ ( Cardiac Conditions )
   -  โรคมะเร็ง ( Cancer )
   -  เลือดไหลไม่หยุด ( Hemophilia )
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
  • ท่าทางคล่ายกรรไกร
  • เดินขากะเพลก หรืออืดอาดเชื่องช้า
  • ไอเสียงห้องปอยๆ
  • มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
  • หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจากบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
  • หกล้มบ่อยๆ
  • กิวและกระหายน้ำเกินกว่าเหตุ
5.เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา(Children With Speech and Largu
      เด็กที่พูดไม่ชัด ออกเสียงผิดเพี้ยน อวัยวะที่ใช้ในการพูดไม่สามารถเป็นไปตามลำดับขั้นการใช้อวัยวะเพื่อการพูดไม่เป็นไปดังตั้งใจ มีอากัปกิริยาที่ผิดปกติขณะพูด
     1. ความผิดปกติด้านการออกเสียง
  • ออกเสียงผิดเพี้ยนไปจากมาตรฐานของภาษาเดิม
  • เพิ่มหน่วยเสียงเข้าในคำโดยไม่จำเป็น
  • เอาเสียงหนึ่งมาแทนอีกเสียงหนึ่ง เช่น กวาด เป็น ฟาด
      2. ความผิดปกติด้านจังหวะเวลาของการพูด เช่น การพูดรัว การพูดติดอ่าง
      3. ความผิดปกติด้านเสียง
  • ระดับเสียง
  • ความดัง
  • คุณภาพของเสียง
      4. ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ aphasia
      4.1. Motor aphasia
  • เด็กที่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่งแต่พูดไม่ได้ ออกเสียงลำบาก
  • พูดช้าๆ พอพูดตามได้บ้างเล็กน้อย บอกชื่อสิ่งของพอได้
  • พูดไม่ถูกไวยากรณ์
      4.2. Wernicke's aphasia
  • เด็กที่ไม่เข้าใจคำถาม หรือคำสั่ง ได้ยินแต่ไม่เข้าใจความหมาย
  • ออกเสียงไม่ติดขัด แต่มักใช้คำผิดๆ หรือใช้คำอื่นซึ่งไม่มีความหมายมาแทน
      4.3. Conduction aphasia
  • เด็กที่ออกเสียงได้ไม่ติดขัด เข้าใจคำถามดี แต่พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้ มักเกิดร่วมไปกับอัมพาตของร่างกายซีกขวา
       4.4. Nominal aphasia
  • เด็กที่ออกเสียงได้ เข้าใจคำถามดี พูดตามได้ แต่บอกชื่อวัตถุไม่ได้ เพราะลืมชื่อ
       4.5. Global aphasia
  • เด็กไม่เข้าใจทั้งภาษาพูดและภาษาเขียน
  • พูดไม่ได้เลย
       4.7. Sensory agraphia
  • เด็กที่ลอกตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ไม่ได้
  • เขียนตามคำบอกไม่ได้
       4.8. Cortical alexia
  • เด็กที่อ่านไม่ออก เพราะไม่เข้าใจภาษา
       4.9. Motor alexia
  • เด็กที่เห็นตัวเขียนหรือตัวพิมพ์ใหญ่เข้าใจความหมายแต่อ่านออกเสียงไม่ได้
       4.10. Gerstmann's syndrome

  • ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
  • ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
  • คำนาณไม่ได้ (acalculia)
  • เขียนไม่ได้ (agraphia)
  • อ่านไม่ออก (alexia)
       4.11. Visual agnosia

  • เด็กที่มองเห็นวัตถุ แต่ไม่รู้ว่าเป็นอะไร บางทีบอกชื่อนิ้วตัวเองไม่ได้
       4.12. Auditory agnosia

  • เด็กที่ไม่มีความบกพร่องทางการได้ยินแต่แปลความหมายไม่เข้าใจ ของคำหรือประโยคที่ได้ยินไม่เข้าใจ
           ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา

  • ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องให้เบาๆ และอ่อนแรง
  • ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
  • ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
  • หลัง 3 ขวบแล้วภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
  • ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
  • หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
  • มีปัญหาในการสื่อความหมายพูดตะกุกตะกัก
  • ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย
สะท้อนการเรียนรู้
  1. ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ ว่ามีลักษณะอย่างไร อาการเป็นแบบไหน
  2. สามารถนำเอาสิ่งที่เรียนในวันนีนำไปเป็นความรู้ไว้ใช้ในอนาคตได้

วันศุกร์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันที่ 14 พฤศจิกายน 2556


ครั้งที่ 2
บันทึกการเรียนรู้

- ชี้แจง เกี่ยวกับการเรียนในรายวิชานี้ว่าจะได้คะแนนอย่างไร
  • จิตพิสัย                            10 คะแนน
  • งานเดี่ยว (งานวิจัย)         10 คะแนน
  • งานกลุ่ม (นำเสนอ)          20 คะแนน
  • บันทึกอนุทิน (Blog)          20 คะแนน
  • โทรทัศน์ครู                      10 คะแแน
  • สอบกลางภาค                 15 คะแนน
  • สอบปลายภาค                 15 คะแนน
เนื้อหาการเรียนรู้
เด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Children with spacial needs)
       ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
             1. ทางการแพทย์ มักจะเรียกเด็กที่มีความต้องการพิเศษว่า "เด็กพิการ" เพื่อใช้เกี่ยวกับการบำบัด
             หมายถึง เด็กที่มีความผิดปกติ มีความบกพร่อง สูญเสียสมรรถนภาพ อาจเป็นความผิดปกติ ความบกพร่องทางกายการสูญเสียสมรรถภาพทางสติปัญญา ทางจิตใจ
             2. ทางการศึกษา ให้ความหมาย เด็กที่มีความต้องการพิเศษว่า  เด็กที่มีความต้องการทางการศึกษาเฉพาะของตัวเอง ซึ่งจำเป็นต้องจัดการศึกษาให้ต่างไปจาก เด็กปกติทางด้านเนื้อหา หลักสูตรกระบวนการที่ใช้และการประเมินผล
             สรุปได้ว่า  เด็กที่มีความต้องการพิเศษ หมายถึง
             เด็กที่ไม่อาจพัฒนาความสามารถได้เท่าที่ควรจากการให้การช่วยเหลือ และการสอนตามปกติ
มีสาเหตุจากสภาพความบกพร่องทางร่างกายสติปัญญา และอารมณ์  จำเป็นต้องได้รับการกระตุ้น ช่วยเหลือการบำบัด และฟื้นฟู  จัดการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับลักษณะและความต้องการของเด็กแต่ละบุคคล

ประเภทของเด็หที่มีความต้องการพิเศษ
           แบ่งกลุ่มได้ 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง
    มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่วๆ ไปว่า "เด็กปัญญาเลิศ"
2. กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง
    กระทรวงศึกษาธิการ ได้แบ่งออกเป็น 9 ประเภท
    1. เด็กบกพร่องทางสติป้ญญา
    2. เด็กบกพร่องทางการได้ยิน
    3. เด็กบกพร่องทางการมองเห็น
    4. เด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
    5. เด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
    6. เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
    7. เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้
    8. เด็กออทิสติก
    9. เด็กพิการซ้อน

1. เด็กบกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities)
    หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์ เฉลี่ยเมื่อเทียบเด็กในระดับอายุเดียวกัน
    มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน
  •    เด็กเรียนช้า
             - สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้
             - เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
             - ขาดทักษะในการเรียนรู้
             - มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
             - มีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90
             สาเหตุของการเรียนช้า 
                        - ภายนอก
                        - ภายใน
             ปัจจัยหลักเกิดภายนอก
              1. ภายนอก
                   - เศรษฐกิจของครอบครัว
                   - การสร้างเสริมประสบการณ์ให้แก่เด็ก
                   - สภาวะทางด้านอารมณ์ของคนในครอบครัว
                   - การเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ
                   - วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
             2. ภายใน
                   - พัฒนาการช้า
                   - การเจ็บป่วย เด็กมีโรคประจำตัวเป็นสาเหตุ
                   ๐ เด็กปัญญาอ่อน
                            - เด็กที่มีภาวะพัฒนาการหยุดชะงัก
                            - แสดงลักษณะเฉพาะ คือ มีระดับสติปัญญาต่ำ
                            - มีความสามารถในการเรียนรู้น้อย
                            - มีความจำกัดทางด้านทักษะ
                            - มีพัฒนาการทางกายล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย
                            - มีความสามารถจำกัดในการปรับตัวต่อสิ่งแวดล้อม
                   เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม
                            1. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก (IQ) ต่ำกว่า 20  
                                 ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆ ได้เลย ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
                            2. เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ  20-34
                                 ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ              
2 กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปกันว่า C.M.P (Custodial Mental Reterdation)
                            3. เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ  35-49
                                 พอที่จะฝึกอบรมและเขียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆ ได้ สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่ายๆ ที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้ เรียกว่า T.M.P (Trainable Mentally Retarded)
                            4. เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70
                                 เรียนในระดับประถมศึกษาได้ สามารถฝึกอาชีพและงานง่ายๆได เรียกโดยทั่วๆไปว่า E.M.R (Educable Mentally Reterded)

     ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา

  • ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
  • ช่วงความสนใจสั้น วอกแวก
  • ความคิด และอารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
  • ทำงานช้า
  • รุนแรง ไม่มีเหตุผล
  • อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
  • ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
2. เด็กบกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired) 
    หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุไห้การรับฟังเสียงต่างๆ ได้ไม่ชัดเจน 
มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และเด็กหูหนวก
     เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม
             1. เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินระหว่าง 26-40 DB
                 เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆ เช่น เสียงกระซิบหรือเสียงจากที่ไกลๆ
             2. เด็กหูตึงปานกลาง ได้ยินเสียงระหว่าง 41-55 DB
                -เด็กจะมีปัญหาในการรับเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุตและไม่เห็นหน้าผู้พูด            
                -จะได้ยิน ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
                -มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน พูดเสียงเบา หรือเสียงผิดปกติ
             3. เด็กหูตึงระดับมาก ไดยินระหว่าง 56-70 DB
                -เด็กจะมีปัญหาในการรับฟัง และเข้าใจคำพูด
                -เมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน
                -มีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน
                -มีพัฒนาการทางภาษาและการพูดช้ากว่าปกติ
                -พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด
             4. เด็กหูตึกรัดับรุนแรง ได้ยินระหว่าง 71-90 DB
                 -เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก
                 -ไดยินเฉพาะเสียงที่ดังไกล้หูในระยะ 1ฟุต
                 -การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง
                 -เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง
                 -เด็กมักพูดไม่ชัด และมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด
        
       เด็กหูหนวก
                 -เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
                 -เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้
                 -ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
                 -ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 DB ขึ้นไป
      
       ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน

  • ไม่ตอบสนองเสียงพูด เสียงดนตรี มักตะแคงหูฟัง
  • ไม่พูด มักแสดงท่าทาง
  • พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
  • พูดด้วยเสียงแปลก มักเปร่าเสียงสูง
  • พูดด้วยเสียงต่ำ หรืด้วยเสียงที่ดังเกิดความจำเป็น
  • เวลาฟังมักจะมองปากของผู้พูด หรือจ้องหน้าผู้พูด
  • รูสึกไวต่อการสั่นสะเทือน และการเคลื่อนไหวรอบตัว
  • มักทำหน้าที่เด๋อ เมื่อมีการพูดด้วย
3.เด็กบกพร่องทางการมองเห็น (Children with Visual Impairments)
          -เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสงเห็นเลือนราง
          -มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
          -สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
          -มีลานสายตากว้างไม่เกิน 30 องศา 
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และเด็กตาบอกไม่สนิท
          เด็กตาบอด
                -เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
                -ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
                -มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
                -มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดแคบกว่า 5 องศา
          เด็กตาบอดไม่สนิท
                -เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
                -สามารถมองเห็นบ้าง แต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
                -เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18 , 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
                -มีลานสายตาโดยเฉลี่ย อย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา
         
        ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น

  • เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
  • มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
  • มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นใส้ ตาลาย คันตา
  • ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่รางอยู่ตรงหน้า
  • เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่ง เมื่อใช้สายตา
  • ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
  • มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต
สะท้อนการเรียนรู้
       1. ได้ความรู้เพิ่มขึ้นจากสัปดาห์ที่ผ่านมา
       2. ได้เรียนรู้เนื้อหาเด็กที่มีความบกพร่องเพิ่มมากขึ้น

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2556

ครั้งที่ 1
บันทึกการเรียนรู้

- ทำ Maid Mapping  เกี่ยวกับ "เด็กพิเศษ"













- อาจารย์ อธิบายแนวการสอน ชี้แจงว่าเรียนวิชานี้มีการบันทึกการเรียนรู้ในแต่ละครั้งลงในบล็อก โดยมีเนื้อหาดังนี้
   1. บันทึกการเรียนรู้ที่ได้จากการเรียนในวิชานี้
   2. พร้อมสะท้อนการเรียนรู้ที่ได้จากการเรียน














สะท้อนการเรียนรู้
       1. อย่างน้อยก็ได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำว่า "เด็กพิเศษ"
       2. ได้ความรู้พื้นฐานก่อนที่จะเรียนรู้ลึกเข้าไปอีก